เรียนด้วยสื่อสร้างสรรค์เสริมทักษะ นวัตกรรม
การเรียนรู้คณิตศาสตร์ปฐมวัย ในรูปแบบใหม่

ปูพื้นฐานคณิตศาสตร์ที่แข็งแรงให้กับลูกรัก ด้วยหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับและสนุกสนาน

เข้าร่วมกับเราวันนี้
บทความ

บทความน่าสนใจ

เด็กไทยกับ PISA: ทำไมผลการสอบถึงต่ำและจะเปลี่ยนได้อย่างไร?
ใหม่
05 Jun 2026

เด็กไทยกับ PISA: ทำไมผลการสอบถึงต่ำและจะเปลี่ยนได้อย่างไร?

เด็กไทยกับ PISA: ทำไมผลการสอบถึงต่ำและจะเปลี่ยนได้อย่างไร? ตัวเลขที่ทำให้ต้องหยุดคิด ในการสอบ PISA ปี 2022 ประเทศไทยได้คะแนนคณิตศาสตร์เฉลี่ย 394 คะแนน ในขณะที่สิงคโปร์ได้ 575 คะแนน และค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 472 คะแนน ความแตกต่างนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่หมายความว่าเด็กไทยโดยเฉลี่ยอยู่ล้าหลังเด็กสิงคโปร์ประมาณ 4-5 ปีการศึกษา แต่คำถามที่สำคัญกว่าว่า "ได้คะแนนเท่าไหร่" คือ "ทำไมถึงเป็นแบบนี้ และจะเปลี่ยนได้อย่างไร?" PISA วัดอะไร และทำไมถึงสำคัญ? PISA ย่อมาจาก Programme for International Student Assessment เป็นการทดสอบที่จัดโดย OECD ทุก 3 ปี วัดความสามารถของเด็กอายุ 15 ปีจากกว่า 80 ประเทศ สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ PISA ไม่ได้ถามว่าเด็กจำเนื้อหาได้มากแค่ไหน แต่ถามว่าเด็ก นำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยได้แค่ไหน โจทย์ PISA มักเป็นสถานการณ์ชีวิตจริงที่เด็กต้องอ่าน วิเคราะห์ และแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้คณิตศาสตร์ในบริบทที่ไม่เคยเห็นในตำรา นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเด็กที่ท่องจำได้ดีอาจทำ PISA ได้ไม่ดี แต่เด็กที่เข้าใจแนวคิดจริงๆ จะทำได้ดีกว่า เปรียบเทียบให้เห็นชัด: โจทย์ในตำราไทย vs โจทย์ PISA หัวข้อ: ร้อยละ โจทย์แบบที่มักพบในตำราไทย: "ราคาสินค้าชิ้นหนึ่ง 200 บาท ลดราคา 15% จะต้องจ่ายเงินเท่าไหร่?" เด็กที่ท่องสูตรได้จะคำนวณ 200 × (1 - 0.15) = 170 บาท โดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจว่าร้อยละหมายความว่าอะไรจริงๆ โจทย์แบบ PISA: "ร้านค้าสองร้านขายสินค้าชิ้นเดียวกัน ร้านแรกราคา 250 บาท กำลังลดราคา 20% ร้านที่สองราคา 180 บาท กำลังเพิ่มราคา 10% นอกจากนี้ร้านแรกมีโปรโมชั่นซื้อ 2 ชิ้นราคาเดิม ถ้าต้องการซื้อ 3 ชิ้น ควรซื้อจากร้านไหนและในรูปแบบใด เพื่อให้จ่ายเงินน้อยที่สุด?" โจทย์นี้ต้องการการอ่านเพื่อความเข้าใจ การวิเคราะห์หลายขั้นตอน และการเปรียบเทียบทางเลือก ซึ่งเป็นสิ่งที่การท่องสูตรไม่เพียงพอ สาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมเด็กไทยถึงทำ PISA ได้ต่ำ สาเหตุที่ 1: หลักสูตรที่เน้นเนื้อหามากกว่าความเข้าใจ หลักสูตรคณิตศาสตร์ไทยพยายามครอบคลุมหัวข้อจำนวนมากในแต่ละปี ทำให้เวลาที่ใช้กับแต่ละหัวข้อน้อยเกินไปสำหรับการสร้างความเข้าใจที่ลึก เปรียบเทียบกับสิงคโปร์: หลักสูตรสิงคโปร์สอนน้อยหัวข้อกว่า แต่ลึกกว่ามาก เด็กได้เวลาเพียงพอในการสำรวจ ทดลอง และสร้างความเข้าใจที่แท้จริงในแต่ละแนวคิด สาเหตุที่ 2: การสอนที่เน้นการท่องจำและทำตามสูตร วิธีการสอนที่พบบ่อยในห้องเรียนไทยคือครูสอนสูตร เด็กจด เด็กทำแบบฝึกหัดตามสูตร แล้วทดสอบ กระบวนการนี้สร้างเด็กที่ทำโจทย์แบบที่เคยเห็นได้ แต่ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้ เปรียบเทียบกับสิงคโปร์: CPA Method เริ่มจากการให้เด็กสำรวจและค้นพบ ทำให้เด็กเข้าใจว่าทำไม ไม่ใช่แค่ทำอย่างไร และเมื่อเข้าใจว่าทำไม ก็สามารถปรับใช้ในบริบทใหม่ได้ สาเหตุที่ 3: โจทย์ที่ขาดบริบทชีวิตจริง โจทย์ในตำราไทยส่วนใหญ่เป็นโจทย์ตรงไปตรงมาที่ไม่มีความซับซ้อนในการอ่านหรือการตีความ เด็กจึงไม่ได้ฝึกการนำคณิตไปใช้ในสถานการณ์ที่มีบริบทซับซ้อน เปรียบเทียบกับสิงคโปร์: ทุกแนวคิดในหลักสูตรสิงคโปร์เริ่มจากสถานการณ์ชีวิตจริง เด็กจึงคุ้นชินกับการอ่านและตีความโจทย์ที่มีบริบทตั้งแต่เล็ก สาเหตุที่ 4: การวัดผลที่เน้นความจำมากกว่าการคิด การทดสอบในระบบไทยส่วนใหญ่วัดว่าเด็กจำเนื้อหาได้มากแค่ไหน ไม่ใช่ว่าเด็กคิดได้ดีแค่ไหน ดังนั้นระบบจึงให้รางวัลกับการท่องจำโดยไม่ได้ตั้งใจ เปรียบเทียบกับ PISA: PISA วัดการคิดและการประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบการสอนไทยไม่ได้เตรียมเด็กมาสำหรับสิ่งนี้โดยตรง สาเหตุที่ 5: ความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการศึกษา ผลการสอบ PISA ของไทยมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างโรงเรียนในกรุงเทพฯ กับโรงเรียนในต่างจังหวัด และระหว่างโรงเรียนที่มีทรัพยากรมากกับน้อย ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้ค่าเฉลี่ยโดยรวมต่ำลง ประเทศที่เคยมีผล PISA ต่ำแล้วพลิกฟื้นได้: บทเรียนจากโลก กรณีศึกษา: เอสโตเนีย ในปี 2000 เอสโตเนียเป็นประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชจากสหภาพโซเวียตและมีระบบการศึกษาที่ต้องพัฒนาอีกมาก แต่ในปี 2022 เอสโตเนียอยู่ในกลุ่มอันดับต้นๆ ของยุโรปใน PISA สิ่งที่เอสโตเนียทำคือปฏิรูปวิธีการสอนจากการท่องจำสู่การสร้างความเข้าใจ ลงทุนในการพัฒนาครู และให้ความสำคัญกับทักษะการคิดวิเคราะห์มากกว่าการจำเนื้อหา กรณีศึกษา: โปแลนด์ โปแลนด์ปฏิรูปการศึกษาในช่วงปี 2000-2012 และผล PISA ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเน้นการเปลี่ยนจากการสอนแบบบรรยายเป็นการสอนแบบสำรวจและค้นพบ บทเรียนจากทั้งสองประเทศคือ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ แต่ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีการสอน ไม่ใช่แค่เพิ่มเนื้อหา จะเปลี่ยนได้อย่างไร? ทั้งในระดับระบบและระดับครอบครัว ในระดับระบบ เปลี่ยนวิธีการสอน จากการบอกสูตรเป็นการให้เด็กค้นพบ เปลี่ยนจากการท่องจำเป็นการสร้างความเข้าใจ และเปลี่ยนจากโจทย์ตายตัวเป็นโจทย์ที่มีบริบทหลากหลาย พัฒนาครู ครูที่ดีคือปัจจัยสำคัญที่สุด ประเทศที่ PISA ดีมักลงทุนในการพัฒนาครูอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เปลี่ยนวิธีวัดผล หากการสอบในประเทศยังวัดแค่การจำ เด็กก็จะยังท่องจำต่อไป การเปลี่ยนวิธีวัดผลให้ตรงกับทักษะที่ต้องการจริงๆ จะเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนตามมา ในระดับครอบครัว นี่คือสิ่งที่ผู้ปกครองทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอการปฏิรูประบบ เลือกวิธีการสอนที่เน้นความเข้าใจ ไม่ใช่แค่การท่องจำ การส่งลูกเรียนกับสถาบันที่ใช้คณิตสิงคโปร์เป็นทางเลือกที่ผู้ปกครองสามารถทำได้ในวันนี้ ส่งเสริมการคิดมากกว่าการตอบถูก เมื่อลูกทำโจทย์ ถามว่า "ทำไม" มากกว่า "ได้เท่าไหร่" เพราะกระบวนการคิดสำคัญกว่าคำตอบ เชื่อมคณิตกับชีวิตจริง ให้ลูกช่วยคำนวณในชีวิตประจำวัน ซื้อของ วางแผนเดินทาง แบ่งของ เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างความเข้าใจที่จะนำไปใช้ใน PISA ได้จริง สร้าง Growth Mindset เด็กที่เชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้จะพยายามมากกว่าเด็กที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งคณิตแต่กำเนิด eiMaths: ส่วนหนึ่งของคำตอบสำหรับเด็กไทย ที่ eiMaths เราใช้หลักสูตรคณิตสิงคโปร์ที่สร้างทักษะการคิดและการประยุกต์ใช้ความรู้ ซึ่งตรงกับสิ่งที่ PISA วัด CPA Method สร้างความเข้าใจที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ความสามารถในการจำสูตร Heuristics ฝึกให้เด็กเข้าหาโจทย์ที่ไม่เคยเห็นด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย ซึ่งตรงกับลักษณะโจทย์ PISA โจทย์บริบทชีวิตจริง ทุกแนวคิดเชื่อมกับสถานการณ์จริงที่เด็กเจอ ทำให้การนำไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ทำได้ตามธรรมชาติ เด็กที่เรียนที่ eiMaths ไม่ได้แค่เตรียมพร้อมสำหรับ PISA แต่กำลังพัฒนาทักษะที่จะใช้ได้ตลอดชีวิต เพราะ PISA วัดสิ่งที่โลกจริงต้องการ นั่นคือความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา ไม่ใช่ความสามารถในการจำ สรุป: การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากห้องเรียนและบ้าน คะแนน PISA ของไทยที่ต่ำไม่ได้บอกว่าเด็กไทยฉลาดน้อยกว่า แต่บอกว่าระบบการศึกษาที่มีอยู่ยังไม่ได้พัฒนาทักษะที่โลกยุคนี้ต้องการ การเปลี่ยนแปลงในระดับระบบต้องใช้เวลา แต่การเปลี่ยนแปลงที่บ้านและการเลือกวิธีการเรียนที่ถูกต้องสำหรับลูกทำได้ทันที เด็กไทยทุกคนมีศักยภาพที่จะทำ PISA ได้ดีและประสบความสำเร็จในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยความสามารถในการคิด สิ่งที่ต้องการคือการศึกษาที่ถูกต้อง และนั่นคือสิ่งที่ eiMaths พร้อมมอบให้ 🏆 การันตีผลงานด้วยการสร้างรางวัลอันดับโลก TIMSS และ PISA ให้กับเด็กๆ มาอย่างยาวนาน สร้างอัจฉริยะทางความคิดกับ eiMaths 🧡 🎓 เรียนรู้ด้วยการเน้นลงมือปฏิบัติ 🎓 👇 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 👇 📩 FB: eiMaths - TH | 💌 Line: @eiMaths | 🌐 Website: www.eimaths-th.com | 📞 Tel: 061 620 8666 📌 eiMaths สาขาราชพฤกษ์ ชั้น 3 ข้างโรงภาพยนตร์ SF Cinema ศูนย์การค้า The Crystal SB Ratchapruek 📌 eiMaths ณ ศูนย์การค้า Seacon Bangkae ชั้น 4 ฝั่ง HarborLand 📞 093-258-5897 #eiMaths #PISA #เด็กไทย #คณิตศาสตร์สิงคโปร์ #SingaporeMath #การศึกษาไทย #CPAMethod #Heuristics #ปฏิรูปการศึกษา #eiMathsThailand

อ่านเพิ่มเติม: เด็กไทยกับ PISA: ทำไมผลการสอบถึงต่ำและจะเปลี่ยนได้อย่างไร?
คณิตสิงคโปร์กับการพัฒนา Computational Thinking: รากฐานแห่งอนาคตในยุคนวัตกรรม AI
04 Jun 2026

คณิตสิงคโปร์กับการพัฒนา Computational Thinking: รากฐานแห่งอนาคตในยุคนวัตกรรม AI

คณิตสิงคโปร์กับการพัฒนา Computational Thinking: รากฐานแห่งอนาคตในยุคนวัตกรรม AI ในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลขับเคลื่อนธุรกิจและสังคม คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กยุคต่อไปอาจไม่ใช่การรู้คำตอบลึกลับให้ถูกต้องสักข้อ แต่คือความสามารถในการ “คิดอย่างเป็นระบบและแก้ปัญหาอย่างมีตรรกะ” — หรือที่เรียกว่า Computational Thinking โดยแก่นของการคิดแบบนี้คือการแปลงปัญหาจริงที่ซับซ้อนให้เป็นปัญหาย่อย ระบุรูปแบบ สร้างอัลกอริธึม และหาคำตอบอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นขั้นตอนเดียวกับที่โปรแกรมเมอร์และวิศวกรใช้สร้างสรรค์ระบบ AI ขึ้นมา หนึ่งในวิธีทางการศึกษาที่ถูกยอมรับทั่วโลกว่าสามารถปลูกฝังทักษะการคิดเชิงคำนวณได้อย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ระดับประถมศึกษา คือ หลักสูตรคณิตสิงคโปร์ (Singapore Math) หลักสูตรคณิตสิงคโปร์: มากกว่าการคำนวณ แต่มุ่งพัฒนาระบบความคิด คณิตสิงคโปร์ไม่ได้เน้นเพียงการเร่งให้เด็กท่องสูตรหรือแก้โจทย์เร็ว แต่ใช้ แนวคิด CPA (Concrete-Pictorial-Abstract) ซึ่งเป็นแนวคิดพัฒนาการที่เป็นขั้นตอน เหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก และมีส่วนสำคัญในการฝึกฝน Computational Thinking: *** (C) Concrete (รูปธรรม):** เด็กจะได้สัมผัสและเล่นกับวัตถุจริง เช่น บล็อก ตัวต่อ หรือเศษส่วนรูปทรง เรียกขั้นนี้ว่าขั้น “ฮีโร่” เพราะเด็กจะได้ลงมือทดลองโดยตรง *** (P) Pictorial (ภาพ):** จากนั้น เด็กจะเรียนรู้การแสดงแทนสิ่งของและความสัมพันธ์เหล่านั้นด้วยภาพวาด แผนภาพ หรือแท่งยาว-สั้น (Bar Model) ที่เขาสร้างขึ้นเอง นี่คือการฝึก “การจัดข้อมูลเป็นนามธรรมอย่างมีระบบ” — ขั้นตอนแรกที่สำคัญของ Computational Thinking *** (A) Abstract (นามธรรม):** เมื่อเข้าใจที่มาของปัญหาและความสัมพันธ์ผ่านภาพแล้ว การเขียนสมการหรืออัลกอริธึม (เช่น 12 ÷ 4 = 3) จะกลายเป็นเรื่องที่ “เข้าใจ” ไม่ใช่แค่ “จำได้” เด็กจะสามารถคิดได้เป็นขั้นตอนและสร้างวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง Bar Model แห่งคณิตสิงคโปร์ เป็นเครื่องมือชั้นเลิศที่ใกล้เคียงกับการเขียน Flowchart หรือ Pseudocode ที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้ โดยเด็กจะต้องวิเคราะห์โจทย์ คัดแยกข้อมูลสำคัญที่รู้และไม่รู้ (ขั้นตอน Decomposition) กำหนดตัวแปรเป็นแท่ง (ขั้นตอน Pattern Recognition/Abstraction) และวางแผนการคำนวณเพื่อหาคำตอบ (ขั้นตอน Algorithm Design) เส้นทางสู่ Computational Thinking และทักษะแห่งอนาคตในยุค AI แบบฝึกหัดคณิตสิงคโปร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ถามแค่ “หาคำตอบเดียว” แต่ตั้งคำถามท้าทาย เช่น “จงแสดงวิธีการที่แตกต่างกันอย่างน้อย 2 วิธีเพื่อหาคำตอบ” การคิดหาหลายวิธีเพื่อแก้ปัญหาเดียวกันคือหัวใจของการออกแบบอัลกอริธึมที่มีประสิทธิภาพ หากเด็กคุ้นเคยกับการหาทางออกหลากรูปแบบจากเล็กๆ พวกเขาจะมีทักษะสำคัญเหล่านี้เมื่อเติบโตไปทำงานในโลกที่ซ้ำซ้อนและก้าวล้ำด้วย AI: การแตกปัญหาส่วนรวมเป็นส่วนย่อยและหาวิธีแก้ (Decomposition & Algorithmic Thinking): การแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ด้วยการวาด Bar Model คือแบบฝึกหัดเลียนแบบการแตกโปรแกรมใหญ่ให้เป็นฟังก์ชันย่อย ช่วยให้เด็กมองเห็นโครงสร้างของปัญหาและสร้างขั้นตอนที่เป็นตรรกะเพื่อแก้ได้ การค้นหารูปแบบและจัดระเบียบข้อมูล (Pattern Recognition & Data Abstraction): เด็กที่ได้ฝึกจากแบบเรียนคณิตสิงคโปร์จะไวต่อการสังเกตความสัมพันธ์และลักษณะเฉพาะของข้อมูล ซึ่งเป็นทักษะขั้นสูงที่ใช้ในการสอน Machine Learning ให้คอมพิวเตอร์เข้าใจข้อมูลโลกจริง การประเมินผลลัพธ์และทบทวนวิธีแก้ไข (Evaluation & Debugging): การตรวจทานคำตอบหรือลองใช้วิธีอื่นเมื่อวิธีเดิมไม่สำเร็จ คือกระบวนการ “ดีบัก” ที่สำคัญ เมื่อเด็กฝึกฝนความคิดแบบนี้บ่อยๆ พวกเขาจะพร้อมปรับตัวหาทางออกใหม่ๆ และยอมรับการลองผิดลองถูกอย่างมีระบบ สรุป: การลงทุนกับรากฐานทางความคิดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน เมื่อ AI มาช่วยการคำนวณ การประมวลผล และการทำงานซ้ำ ๆ ทักษะที่มนุษย์เกินกว่าเครื่องจักรคือ ความสามารถในการตั้งปัญหา จินตนาการถึงทางแก้ และออกแบบขั้นตอนแก้ปัญหา การศึกษาคณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้ลูกหลานทำเลขได้เก่งเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานของ “เซ็นต์แบบนักพัฒนา” หรือ “วิธีคิดแบบวิศวกร” ที่จะทำให้เด็กไทยไม่ใช่แค่ “ผู้ใช้เทคโนโลยี” แต่เป็น “ผู้สร้างและควบคุมนวัตกรรม” ได้ในอนาคต การให้เด็กได้ฝึกทักษะ Computational Thinking ผ่านวิชาคณิตศาสตร์ตั้งแต่อายุยังน้อยจึงเท่ากับการเปิดประตูสู่โลกแห่งการคิดเชิงสร้างสรรค์และเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมากมายและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 🏆 การันตีผลงานด้วยการสร้างรางวัลอันดับโลก TIMSS และ PISA ให้กับเด็กๆ มาอย่างยาวนาน สร้างอัจฉริยะทางความคิดกับ eiMaths 🧡 🎓 เรียนรู้ด้วยการเน้นลงมือปฏิบัติ 🎓 👇 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 👇 📩 FB: eiMaths - TH | 💌 Line: @eiMaths | 🌐 Website: www.eimaths-th.com | 📞 Tel: 061 620 8666 📌 eiMaths สาขาราชพฤกษ์ ชั้น 3 ข้างโรงภาพยนตร์ SF Cinema ศูนย์การค้า The Crystal SB Ratchapruek 📌 eiMaths ณ ศูนย์การค้า Seacon Bangkae ชั้น 4 ฝั่ง HarborLand 📞 093-258-5897 #eiMaths #นวัตกรรม #Innovation #คณิตศาสตร์สิงคโปร์ #SingaporeMath #DesignThinking #Heuristics #CPAMethod #นักคิดสร้างสรรค์ #eiMathsThailand

อ่านเพิ่มเติม: คณิตสิงคโปร์กับการพัฒนา Computational Thinking: รากฐานแห่งอนาคตในยุคนวัตกรรม AI
คณิตศาสตร์สิงคโปร์: 3 คำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่ถามบ่อยที่สุด
03 Jun 2026

คณิตศาสตร์สิงคโปร์: 3 คำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่ถามบ่อยที่สุด

คณิตศาสตร์สิงคโปร์: 3 คำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่ถามบ่อยที่สุด Q1: ลูกเรียนหลักสูตรไทย/อินเตอร์ที่โรงเรียนอยู่ มาเรียนคณิตสิงคโปร์แล้วจะสับสนไหม? คำตอบ: ไม่สับสนแน่นอนครับ เพราะคณิตศาสตร์สิงคโปร์ไม่ได้เปลี่ยน "เนื้อหา" หรือ "ผลลัพธ์" ทางคณิตศาสตร์ (เช่น 5 + 5 ก็ยังคงเท่ากับ 10 ในทุกหลักสูตร) แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ "กระบวนการทำความเข้าใจ" ซึ่งเข้ามาช่วยอุดรอยรั่วของการสอนแบบทั่วไปได้อย่างยอดเยี่ยมครับ การสอนแบบทั่วไป: มักจะเริ่มบทเรียนด้วยการให้เด็กดูสูตรสำเร็จบนกระดาน แล้วสั่งให้จำเพื่อนำไปแทนค่าทำแบบฝึกหัด (Abstract) เด็กที่เรียนหลักสูตรไทยหลายคนจึงมีปัญหาเมื่อโจทย์เปลี่ยนแนว เพราะจำไปแต่สูตรแต่ไม่เข้าใจที่มา คณิตศาสตร์สิงคโปร์ (eiMaths): เราใช้หลักการ CPA (Concrete-Pictorial-Abstract) เป็นบันได 3 ขั้น เริ่มจากการจับต้องอุปกรณ์จริง สู่การวาดภาพบาร์โมเดล แล้วจึงเปลี่ยนเป็นตัวเลข การเรียนแบบนี้เข้าไปช่วยให้เด็กที่เรียนหลักสูตรทั่วไปเข้าใจ "ที่มาของสูตร" อย่างถ่องแท้ ทำให้ไม่ว่าโรงเรียนจะออกข้อสอบพลิกแพลงแค่ไหน ลูกก็สามารถประยุกต์ทำได้โดยไม่ต้องท่องจำครับ Q2: การวาด Bar Model จะทำให้ลูกคิดเลขช้าลงกว่าการใช้สูตรลัดไหม? คำตอบ: ในช่วงเริ่มต้นของการฝึกฝน เด็กที่วาด Bar Modeling อาจจะดูเหมือนใช้เวลามากกว่าเด็กที่ใช้สูตรลัดควบแน่นคำตอบทันที แต่ในระยะยาว เด็กที่วาดบาร์โมเดลจะคิดเลขได้แม่นยำและแก้โจทย์ซับซ้อนได้เร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัดครับ การสอนแบบทั่วไป: เน้นให้เด็กมองหา "คำสำคัญ" (Keywords) เช่น เจอคำว่า "ทั้งหมด" ให้เอาไปบวก เจอคำว่า "น้อยกว่า" ให้เอาไปลบ ซึ่งวิธีกวดวิชาแบบนี้จะใช้ได้ผลแค่กับโจทย์ชั้นเดียวสั้นๆ แต่พอเด็กโตขึ้นเจอโจทย์ปัญหาซับซ้อนหลายขั้นตอน (Multi-step Problems) เด็กจะเริ่มสับสนและทำต่อไม่ได้ คณิตศาสตร์สิงคโปร์ (eiMaths): การวาดบาร์โมเดลคือการฝึกให้เด็ก "ย่อยและจัดระเบียบข้อมูล" ออกมาเป็นภาพก่อนลงมือคำนวณ ภาพที่ชัดเจนจะบอกเด็กเองโดยอัตโนมัติว่าข้อนี้ต้องทำอะไรก่อน-หลัง ช่วยตัดขั้นตอนการเดาสุ่มเครื่องหมาย ทำให้คิดเลขได้แม่นยำ ลดการสะดุดเมื่อเจอข้อสอบยากๆ ครับ Q3: หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับเด็กที่เรียนเก่ง (Gifted) เท่านั้นหรือเปล่า? คำตอบ: เป็นความเข้าใจผิดที่บ่อยที่สุดครับ คณิตศาสตร์สิงคโปร์ถูกออกแบบมาเพื่อเด็กทุกคน ทุกระดับศักยภาพ เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การปั้นเครื่องคิดเลขมนุษย์ แต่คือการสร้าง "ระบบคิดที่เป็นเหตุเป็นผล" การสอนแบบทั่วไป: โครงสร้างการสอนมักเป็นแบบ "เส้นตรง" ที่ทุกคนในห้องต้องเรียนไปพร้อมกันในอัตราความเร็วเท่ากัน เด็กที่เรียนช้าจะตามไม่ทันและสูญเสียความมั่นใจ ส่วนเด็กที่เก่งมาก (Gifted) ก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายเพราะต้องนั่งทำโจทย์ซ้ำซาก คณิตศาสตร์สิงคโปร์ (eiMaths): เราใช้ระบบ Personalized Learning ควบคู่กับกลยุทธ์การแก้ปัญหา 13 รูปแบบ (Heuristics) สำหรับเด็กที่เรียนรู้ช้าหรือเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น/ดิสเล็กเซีย: ภาพบาร์โมเดลและสื่อสัมผัสจะช่วยลดความสับสนจากตัวอักษรยาวๆ ช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เขาเรียนรู้ตามจังหวะของตัวเอง สำหรับเด็ก Gifted: หลักสูตรจะท้าทายเขาด้วยโจทย์เชิงลึก (Depth of Challenge) ที่เปิดโอกาสให้คิดวิเคราะห์นอกกรอบอย่างไร้ขีดจำกัด บทสรุป: เลือก "วิธีคิด" ที่ยั่งยืนให้กับลูกรัก เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การสอนแบบทั่วไปอาจเน้นผลลัพธ์ระยะสั้นเพื่อให้เด็กสอบผ่านในแต่ละเทอม แต่คณิตศาสตร์สิงคโปร์ที่ eiMaths มุ่งเน้นการวางรากฐาน "ระบบปฏิบัติการทางความคิด" ที่จะติดตัวลูกไปตลอดชีวิต พัฒนาทั้ง IQ ในการคิดวิเคราะห์ และ EQ ในการสร้างความอดทนต่ออุปสรรคและความมั่นใจในตัวเอง เพื่อให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมรับมือกับทุกปัญหาในโลกอนาคตได้อย่างมั่นคงครับ 🏆 การันตีผลงานด้วยการสร้างรางวัลอันดับโลก TIMSS และ PISA ให้กับเด็กๆ มาอย่างยาวนาน สร้างอัจฉริยะทางความคิดกับ eiMaths 🧡 🎓 เรียนรู้ด้วยการเน้นลงมือปฏิบัติ 🎓 👇 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 👇 📩 FB: eiMaths - TH | 💌 Line: @eiMaths | 🌐 Website: www.eimaths-th.com | 📞 Tel: 061 620 8666 📌 eiMaths สาขาราชพฤกษ์ ชั้น 3 ข้างโรงภาพยนตร์ SF Cinema ศูนย์การค้า The Crystal SB Ratchapruek 📌 eiMaths ณ ศูนย์การค้า Seacon Bangkae ชั้น 4 ฝั่ง HarborLand 📞 093-258-5897 #eiMaths #นวัตกรรม #Innovation #คณิตศาสตร์สิงคโปร์ #SingaporeMath #DesignThinking #Heuristics #CPAMethod #นักคิดสร้างสรรค์ #eiMathsThailand

อ่านเพิ่มเติม: คณิตศาสตร์สิงคโปร์: 3 คำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่ถามบ่อยที่สุด

รางวัลที่ได้รับการยอมรับ

FLA Awards
Best Enrichment Learning

ปรัชญาของเรา eiMaths

เราเชื่อมั่นในการสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่มีความสุข

Hand and Bulb

สร้างรากฐานคณิตศาสตร์ ที่แข็งแกร่ง

Puzzle icon

เน้นลงมือปฏิบัติ

Bulb icon

ส่งเสริมการแก้ปัญหา แบบฮิวริสติกส์

Pen icon

โปรแกรมการเรียนรู้ เฉพาะบุคคล

eiMaths ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างไร ?

เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์กับ
E.I.G.H.T. กลยุทธ์การแก้ปัญหา

E

Evaluate
the problem

( ประเมินปัญหา )

I

Identify
A Plan

( ระบุแผน )

G

Get Connected

( เข้าใจความเชื่อมโยง )

H

Heuristics
Approach

( แนวทางการวิเคราะห์ Heuristics )

T

Time to
reflect

( เวลาที่จะเห็นผล )

FAQ eiMaths

eiMaths คืออะไร

eiMaths เป็นสถาบันพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์จากประเทศสิงคโปร์
เปิดสอนสำหรับเด็กอายุ 3 – 12 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6

หลักสูตรถูกพัฒนาให้ใกล้เคียงกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการประเทศสิงคโปร์
เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ สนุกกับการเรียนรู้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

จุดเด่นของหลักสูตร eiMaths

  • หลักสูตรอ้างอิงแนวทางการเรียนคณิตศาสตร์จากประเทศสิงคโปร์
  • ใช้ระบบ Spiral Curriculum เรียนแบบต่อยอดเป็นลำดับขั้น
  • พัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา
  • เรียนรู้ผ่านระบบ CPA
    (Concrete → Pictorial → Abstract)
  • ใช้สื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัย
  • มีของเล่นและอุปกรณ์การเรียนมากกว่า 100 รูปแบบ
  • เน้น Active Learning ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
  • ส่งเสริมความมั่นใจและความคิดสร้างสรรค์

รูปแบบการสอน

เราเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Hands-on Learning)
เพื่อให้เด็กเข้าใจแนวคิดทางคณิตศาสตร์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการท่องจำ

แนวทางการเรียนรู้

นักเรียนจะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม เกม แบบฝึกหัด และการแก้โจทย์อย่างเป็นขั้นตอน
ช่วยพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และการแก้ปัญหา

การประเมินระดับ

ก่อนเริ่มเรียน นักเรียนจะได้รับการประเมินพื้นฐาน
เพื่อจัดระดับการเรียนให้เหมาะสมกับพัฒนาการของแต่ละคน

ผลลัพธ์ที่นักเรียนจะได้รับ

  • มีความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น
  • เข้าใจแนวคิดทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ
  • พัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหา
  • สามารถประยุกต์ใช้คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวันได้
  • มีสมาธิและวินัยในการเรียนรู้
  • กล้าคิด กล้าลอง และกล้าแสดงความคิดเห็น
  • เรียนรู้อย่างสนุกและมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์

ระดับชั้นที่เปิดสอน

เปิดรับนักเรียนตั้งแต่อายุ 3 – 12 ปี

  • อนุบาล
  • ประถมศึกษาตอนต้น
  • ประถมศึกษาตอนปลาย

ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปีที่ 6

ระดับอนุบาล (K1 – K2)

เรียนผ่านของเล่น รูปภาพ และกิจกรรม
เพื่อสร้างพื้นฐานความเข้าใจและความสนุกในการเรียนคณิตศาสตร์

  • 10 ครั้ง / คอร์ส
  • ครั้งละ 60 นาที
  • เรียนได้ภายใน 4 เดือน
  • หนังสือเรียน 10 เล่ม
  • มีสื่อและของเล่นประกอบการเรียน

ค่าเรียน 6,900 บาท / เทอม
ค่าอุปกรณ์ 500 บาท
ค่าลงทะเบียนแรกเข้า 750 บาท

ระดับประถมต้น (P1 – P3)

เน้นพัฒนาความคิด วิเคราะห์ และการแก้โจทย์ปัญหา

  • 10 ครั้ง / คอร์ส
  • ครั้งละ 90 นาที
  • เรียนได้ภายใน 4 เดือน
  • หนังสือเรียน 10 เล่ม

ค่าเรียน 10,500 บาท / เทอม
ค่าลงทะเบียนแรกเข้า 750 บาท

ระดับประถมปลาย (P4 – P6)

เน้นการคิดเชิงลึก การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้

  • 10 ครั้ง / คอร์ส
  • ครั้งละ 120 นาที
  • เรียนได้ภายใน 4 เดือน
  • หนังสือเรียน 10 เล่ม

ค่าเรียน 15,000 บาท / เทอม
ค่าลงทะเบียนแรกเข้า 750 บาท

ขนาดห้องเรียน

เราเน้นการดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด
จึงจำกัดจำนวนนักเรียนต่อห้อง

  • ระดับอนุบาล : 4 – 6 คน
  • ระดับประถมต้น : 4 – 6 คน
  • ระดับประถมปลาย : 2 – 3 คน

การเลื่อนเรียน

หากนักเรียนไม่สามารถมาเรียนได้
สามารถแจ้งเลื่อนคลาสล่วงหน้าได้ โดยจะไม่มีการตัดสิทธิ์การเรียน

ทั้งนี้ นักเรียนจะต้องใช้ชั่วโมงเรียนให้ครบภายใน 4 เดือน
นับจากวันเรียนครั้งแรก

สื่อการเรียนรู้

eiMaths ใช้หนังสือเรียนสีสันสดใส
ร่วมกับกิจกรรมและอุปกรณ์การเรียนที่ออกแบบเฉพาะสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย

นักเรียนจะได้เรียนรู้ผ่าน:

  • หนังสือเรียนเฉพาะทาง
  • ของเล่นและอุปกรณ์เสริมทักษะ
  • กิจกรรมพัฒนาความคิด
  • แบบฝึกหัดที่ช่วยสร้างความเข้าใจอย่างเป็นขั้นตอน

สาขาเดอะคริสตัล ราชพฤกษ์

ชั้น 3 โซนการศึกษา (ติดกับโรงภาพยนตร์ SF)

โทร : 061-620-8666
Line : @eimaths-th

เวลาทำการ

  • จันทร์ – ศุกร์ : 10.00 – 18.00 น.
  • เสาร์ – อาทิตย์ : 9.00 – 17.00 น.
  • หยุดทุกวันพุธ

สาขาซีคอน บางแค

ชั้น 4 โซนการศึกษาใหม่
(ใกล้ HarbourLand)

โทร : 093-258-5897
Line : @eimaths-th

เวลาทำการ

  • จันทร์ – ศุกร์ : 10.30 – 18.30 น.
  • เสาร์ – อาทิตย์ : 9.30 – 17.30 น.
  • หยุดทุกวันพุธ

คุณครูผู้สอน

ปัจจุบันมีคุณครูชาวฟิลิปปินส์ประจำที่สาขาราชพฤกษ์
ในวันเสาร์ – อาทิตย์

Student holding board

รีวิวจากผู้เรียน

สื่อการเรียนรู้

เรียนคณิตศาสตร์ กับ eiMaths ดีอย่างไร? ชวนมาฟังรีวิวจากผู้ปกครอง

Reviews On Facebook

เรียนคณิตศาสตร์ กับ eiMaths ดีอย่างไร? ชวนมาฟังรีวิวจากผู้ปกครอง

Reviews On Facebook